ไฟต์บังคับวัดใจ “ลุงตู่” กับแรงกดดันให้ปรับคณะรัฐมนตรี

ในขณะที่ โควิดขาลง ผ่านเฟส 3 มาได้เกือบครึ่งทาง ที่เมื่อวานนี้ตัวเลขติดเชื้อแม้เป็น 2 หลัก 17 ราย แต่ก็ล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่วันนี้ (5 มิ.ย.) พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 1 คน ซึ่งก็เป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศแล้วเข้ารับการดูแลใน State Quarantine เช่นกัน

โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรักษาตัว 73 คน ทำให้มีการระบุจากบางฝ่ายว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแพร่ระบาดแล้ว ดังนั้นการออกมาตรการใดๆ ที่เสมือนหนึ่งเป็นประเทศที่มีเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดทั่วประเทศ อาจเป็นมาตรการที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งฝ่ายกุมอำนาจอาจต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากผลกระทบ ตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ส่วนภาคการเมืองที่ ปลดล็อก เปิดรูระบายให้ ส.ส.ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบผ่านสภาผู้แทนราษฎร มาตั้งแต่ 22 พฤษภาคม กำลังเข้าสู่เฟส 2 หลังจากที่ เปิดฟลอร์ ประเดิม ซักฟอก 3 พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ผ่านไป มาถึง การซักฟอกร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ที่ “ลุงตู่” ต้องมาอธิบายความจำเป็นในการใช้งบก้อนนี้

โดยในศึก พ.ร.ก.กู้เงิน ครั้งก่อน แทนที่ ไฮไลท์ จะไปอยู่ที่เนื้อหาการตรวจสอบอภิปรายของ ฝ่ายค้าน กลับเกิดเหตุการณ์เคลื่อนไหวนอกห้องประชุม แสดงพลัง ต่อรองชิงอำนาจ กันในฝั่งรัฐบาลทั้งจากพรรคร่วมรัฐบาลประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย และจากภายในพรรคแกนนำรัฐบาล “พลังประชารัฐ”

โดยเฉพาะ พปชร. ที่เกิดภาพการหักดิบกันของกลุ่มก๊วนการเมืองเพื่อหาม ลุงป้อม พี่ใหญ่ของ ลุงตู่ ขึ้นเป็น หัวหน้าพรรค โดยวิธีให้ “18 กรรมการบริหารพรรค” ลาออก ทำให้ก๊วน 4 กุมาร ที่นำโดย “อุตตม-สนธิรัตน์” สิ้นสภาพ หัวหน้า-เลขาธิการ เพื่อปูทางไปสู่การ “ปรับ ครม.” ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ที่แม้ “ลุงตู่”จะบอกว่าไม่ยุ่งพรรค พปชร. แต่จะดูเองเรื่องปรับ ครม. ยังไม่ถึงเวลาต้องคุยระดับพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็ยังมีการปล่อยข่าวออกมาว่าจะมีการ ยึดโควตา จาก กลุ่มอาจารย์สมคิด 4 ตำแหน่ง ทำให้กลุ่มสามมิตรกลายเป็นสองมิตร เกิดภาพการมองหน้ากันไม่ติดของรัฐมนตรีอดีตสามมิตร เมื่อวานมาถึงวันนี้ที่ “สมคิด”ออกมาประกาศโต้ “สมศักดิ์ เทพสุทิน”ว่า “ไม่ได้อยู่กลุ่มสามมิตร” อยู่แล้ว ที่ไม่นับรวมท่าที ไม่ยินยอมพร้อมใจ ของ “อุตตม-สนธิรัตน์”ก่อนหน้านี้

กระนั้นในท่ามกลางข่าวการหาม พี่ใหญ่ ขึ้นหัวหน้าพรรคที่ เจ้าตัว ยอมรับวันก่อนว่า “ไม่พร้อม”หลังจากกลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” ทั้งเรื่อง นาฬิกา ทั้งเรื่อง สุขภาพ ทันที แต่ก็ถือเป็นความ “วินวิน”ของ “ศูนย์อำนาจ 3 ป.”และกลุ่มก๊วนใน พปชร. ที่เป็นการเคลียร์ปัญหา โควตารัฐมนตรี ของ กลุ่มสามมิตร ที่คาใจกันมาตั้งแต่ครั้งเก้าอี้ดนตรี ขณะเดียวกันก็ยังจะมีผลไปถึง 2 พรรคดูโอ ที่เคยเรียกขันหมากแพง โดยมีการปล่อยข่าว ”ดีลข้ามขั้ว” กับ “พรรคเพื่อไทย” หลุดออกมาในห้วงเวลาเดียวกัน

เรียกว่าโดยภาพใหญ่ ที่การเมืองเริ่มกลับมาในโหมดที่ ลุงตู่ เองก็ต้องรับรู้ เพราะย่อมมีผลต่อการบริหารประเทศในถัดจาก 45 วันที่ พปชร.จบเรื่องกรรมการบริหารพรรคแล้ว มีหัวหน้าพรรคชื่อ ลุงป้อม ที่ถูกระบุว่าเป็นไปตามทางที่ 3 ป.ต้องมีคน “คุมหลัง”ในทางการเมือง ส่วน ลุง ก็บริหารไป คุมทั้งทหารตำรวจ ขณะที่ “พี่รอง”ก็ดู มวลชน ผ่านกระทรวงมหาดไทย ถัดจากนั้นก็ถึงเวลา “เก้าอี้ดนตรี”ที่แน่นอนว่า “ทีมเศรษฐกิจ” และองค์ประกอบรัฐมนตรีของกลุ่มก๊วนที่จะมาแทน “ทีมสมคิด”จะกลับมาเป็นประเด็นวัดใจ “ลุง”อีกครั้งว่าจะเลือก “การเมือง”หรือ “บ้านเมือง”ที่แม้ขนาดยังไม่ถึงเวลานั้น ตอนนี้ มิตรรักแฟนเพลง ของ ลุงก็เริ่มออกมาบ่นและเตือน ลุงแล้วว่าอย่ายอมให้ “นักการเมือง”ครอบงำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *